ครม. เห็นชอบนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐฯ 1 ล้านตัน ภาษี 0% ก่อนผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาด เพื่อลดผลกระทบและราคาข้าวโพดในไทย

          ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ปรับเพดานโควต้าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2569 จากเดิม 54,700 ตันต่อปี อัตราภาษี 20% เพิ่มเป็น 1 ล้านตันต่อปี อัตราภาษี 0% เป็นผลจากการเจรจามาตรการกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกา (Reciprocal Tariff) โดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา แม้การนำเข้าโควต้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อราคา และภาพรวมผลผลิตข้าวโพดในประเทศ แต่ในข้อเท็จจริงปริมาณความจำเป็นต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศมีมากกว่าปริมาณการผลิตในประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม โดยจะปรับแผนเปิดโควต้านำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา เดิมตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. - 31 ส.ค. ของทุกปี เป็นตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. - 30 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงก่อนผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศจะออกสู่ตลาดระหว่างเดือน ก.ย. - ธ.ค. ของทุกปี นอกจากนี้ ยังให้ปรับสัดส่วนการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา โดยภาคเอกชนให้นำเข้าได้ แต่ต้องซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วน รัฐบาลยืนยันว่าจะบริหารจัดการให้กระทบต่อเกษตรกรในประเทศให้น้อยที่สุด

รายละเอียด
        (11 พ.ย. 2568) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เสนอ ดังนี้
1. การกำหนดมาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา ตามมติคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 
2. การกำหนดมาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization (WTO)) ในโควตา และข้าวสาลีสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ปี 2569 ตามมติ นบขพ. เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 
         ซึ่งที่ผ่านมาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ของประเทศไทย โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ยังคงมีปริมาณจำกัด และไม่สามารถรองรับความต้องการบริโภคของอุตสาหกรรมปศุสัตว์ได้ทั้งหมด เนื่องจากปัญหาด้านพื้นที่เพาะปลูกและการขาดแคลนแรงงาน ที่ทำให้ไทยมีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์จากต่างประเทศเพิ่มเติมเป็นประจำทุกปี เพื่อบริหารจัดการอุปสงค์และอุปทานการผลิตอาหารสัตว์ในประเทศให้เกิดความสมดุล ทั้งห่วงโซ่ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดนโดยส่งเสริมการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศที่ไม่ใช้การเผาควบคู่กับการกำกับดูแลการเผา พื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตรในประเทศ รวมถึงเป็นการปรับสมดุลการค้า และลดผลกระทบที่จะเกิดจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) จึงขอให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2569 ซึ่งประกอบด้วย 
1. มาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีกระบวนการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการเผา 
2. การกำหนดมาตรการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization (WTO)) ในโควตาและข้าวสาลีสำหรับอาหารสัตว์ โดยต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วน 
3. การกำหนดปริมาณและอัตราภาษีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO โดยให้มีการกำหนดมาตรการดังกล่าวปีต่อปี 

         ซึ่งเป็นการปรับเพดานโควต้าการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา ประจำปี 2569 จากเดิม 54,700 ตันต่อปี อัตราภาษี 20% เพิ่มเป็น 1 ล้านตันต่อปี อัตราภาษี 0% โดยเป็นผลจากการเจรจามาตรการกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) โดยรัฐบาลชุดที่ผ่านมา 
          นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้รายงานในที่ประชุม ครม. ว่า แม้การนำเข้าโควต้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา อาจส่งผลกระทบต่อราคา และภาพรวมผลผลิตข้าวโพดในประเทศ แต่ในข้อเท็จจริง ปริมาณความจำเป็นต้องใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย มีมากกว่าปริมาณการผลิตในประเทศ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็มีความกังวลว่านโยบายเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อพืชผล โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ภาคเกษตรกรปลูกได้ 
          ดังนั้นที่ประชุม ครม. จึงมีมติเห็นชอบ ให้ปรับแผนเปิดโควต้านำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐอเมริกา จากเดิมตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. - 31 ส.ค. ของทุกปี เป็นตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. - 30 มิ.ย. ซึ่งเป็นช่วงก่อนผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศจะออกสู่ตลาดระหว่างเดือน ก.ย. - ธ.ค. ของทุกปี
        อีกทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวยอมรับในที่ประชุม ครม. ว่าแม้เรื่องนี้จะเป็นผลกระทบจากการเจรจากำแพงภาษีตอบโต้กับสหรัฐอเมริกา แต่ยืนยันว่ารัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะบริหารจัดการให้กระทบต่อเกษตรกรในประเทศให้น้อยที่สุด


เรียบเรียง/ข่าว : ธวัลรัตน์ แดงเจริญ นักประชาสัมพันธ์
แหล่งข้อมูล : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
ginfo
สนง.ป้องกันและปราบปราม
กยศ
e-government
มหาดไทย
พาณิชย์
เกษตร
ทรัพยากรธรรมชาติ
แรงงาน
อุตสาหกรรม
ยุติธรรม
ดิจิทัล