ไทย-บังกลาเทศ ร่วมมือโลจิสติกส์ เปิดเส้นทางเดินเรือสายใหม่ “ระนอง–จิตตะกอง” เชื่อมไทยสู่ BIMSTEC

           นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และ ดร.นลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย แถลงความคืบหน้าในการผลักดันเส้นทางเดินเรือสายใหม่ “ระนอง–จิตตะกอง” ที่เริ่มต้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ตามนโยบายของรัฐบาลเพื่อขยายโอกาสทางการค้าและสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ฝั่งอันดามัน โดยต่อยอด MOU (20 ธ.ค. 64) ระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังกลาเทศ และผู้นำ 2 ประเทศต่างเห็นพ้องว่าควรมีเส้นทางเดินเรือตรงจากท่าเรือระนองของไทยเชื่อมสู่ท่าเรือจิตตะกอง เพื่อช่วยลดระยะเวลาการขนส่ง ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ขณะที่กระทรวงคมนาคม พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกด้าน โดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพท่าเรือระนองให้ได้มาตรฐานสากล ยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ทางทะเลของประเทศไทยในระดับภูมิภาค เสริมสร้างบทบาทและโอกาสของการค้าไทยในกลุ่มประเทศ BIMSTEC รวมทั้งเตรียมความพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางฝั่งอันดามัน เชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชียใต้ และมหาสมุทรอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมและ ดร.นลินี ทวีสิน ประธานผู้แทนการค้าไทย ร่วมกันเป็นประธานการแถลงข่าวความคืบหน้าในการผลักดันเส้นทางเดินเรือสายใหม่ “ระนอง–จิตตะกอง” ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ โดยมี H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศประจำประเทศไทย นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย และนางสาวพจนา พะเนียงเวทย์ กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ (ชลบุรี) ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้
       ดร.นลินี เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2567 ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และได้ต่อยอดอย่างเป็นรูปธรรมในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โดยตนได้รับมอบหมายให้นำคณะนักธุรกิจไทยเยือนบังกลาเทศอย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดตลาดใหม่ ขยายโอกาสทางการค้าและสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ฝั่งอันดามัน ในการเยือนครั้งนั้น        ได้เข้าหารือกับนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ และประธานการท่าเรือจิตตะกอง ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าถึงเวลาแล้วที่ควรมีเส้นทางเดินเรือตรงจากท่าเรือระนองของไทย เชื่อมสู่ท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศ         โดยไม่ต้องอ้อมผ่านช่องแคบมะละกาและท่าเรือสิงคโปร์ จะสามารถลดระยะเวลาการขนส่งจาก 7-15 วัน เหลือเพียง 3-5 วัน และช่วยลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย 
บังกลาเทศถือเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิก BIMSTEC (The Bay of Bengal Initiative for Multi-Sector Technical and Economic Cooperation: BIMSTEC เป็นกรอบความร่วมมือระดับอนุภูมิภาคในอนุทวีปเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ บังกลาเทศ ศรีลังกา อินเดีย ไทย เมียนมา เนปาล และภูฏาน) ที่มีศักยภาพสูง ด้วยจำนวนประชากรกว่า 170 ล้านคน และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5–7% ต่อปี โดยท่าเรือจิตตะกอง เป็นท่าเรือหลักของประเทศ ที่มีบทบาทสำคัญในการรองรับสินค้าคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 90 ของการค้าทางทะเลทั้งหมด อีกทั้งยังมีสถิติของตู้คอนเทนเนอร์ที่ผ่านท่าเรือนี้เติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 14 ต่อปี ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพทางการค้าของประเทศที่เติบโตเร็วยิ่งกว่า GDP โดยรวม และมีศักยภาพสูงในการส่งสินค้าไทยเข้าสู่เอเชียใต้ ต่อไปถึง BIMSTEC และตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับสินค้าไทย อาทิ อาหาร เครื่องสำอาง สมุนไพร และสินค้าแปรรูปต่าง ๆ
    ประธานผู้แทนการค้าไทย ระบุว่า “การเชื่อมโยงระนอง–จิตตะกอง ไม่ใช่แค่เชื่อมท่าเรือกับท่าเรือ แต่คือการเชื่อมเศรษฐกิจกับโอกาส และเชื่อมประเทศไทยเข้ากับอนาคตของภูมิภาค เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนไทย”

“กระทรวงคมนาคม” ยกระดับท่าเรือไทยสู่การเป็นผู้นำด้านโลจิสติกส์ทางทะเลในภูมิภาคอาเซียน
            นางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับท่าเรือของประเทศไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าสากลทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการและการเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์รูปแบบอื่น โดยเฉพาะการพัฒนาท่าเรือในระดับภูมิภาค ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของกระทรวงฯ ที่มุ่งเน้นให้ท่าเรือทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ เป็นประตูการค้าสู่ประเทศเพื่อนบ้าน และภูมิภาคใกล้เคียง พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ในระดับสากลได้อย่างไร้รอยต่อ และด้วยศักยภาพของท่าเรือระนองที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญบนฝั่งทะเลอันดามันของประเทศไทย ทำให้สามารถเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าไปยังมหาสมุทรอินเดียและอ่าวเบงกอลได้ โดยไม่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา อีกทั้งยังเป็นท่าเรือหลักที่สามารถรองรับการขนส่งด้วยระบบตู้สินค้าตามมาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงฯ จึงได้ผลักดันการพัฒนาเส้นทางขนส่งทางทะเล ผ่านความร่วมมือระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือในกลุ่มประเทศ BIMSTEC ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างท่าเรือระนองกับท่าเรือจิตตะกอง รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยี และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการขับเคลื่อนประเทศ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเลฝั่งอันดามัน เชื่อมโยงสู่ภูมิภาคเอเชียใต้ และกลุ่มประเทศ BIMSTEC ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
           ทั้งนี้ ในปี 2567 ท่าเรือระนองมีปริมาณสินค้าผ่านท่ารวมทั้งสิ้น 324,933 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 251% และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การท่าเรือแห่งประเทศไทยจึงเร่งเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับคุณภาพการให้บริการของท่าเรือระนองให้สอดรับกับทิศทางเศรษฐกิจใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ฝั่งอันดามัน
นางมนพร กล่าวว่า กระทรวงฯ จะเดินหน้าผลักดันความร่วมมือระหว่างท่าเรือระนองและท่าเรือ
          จิตตะกองอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านกฎระเบียบและระบบการบริหารจัดการ และ ด้านการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคเอกชนในด้านการค้าระหว่างประเทศ พร้อมมอบหมายให้การท่าเรือแห่งประเทศไทย เร่งจัดทำแผนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือระนอง อาทิ การวางแผนจัดหาเครนหน้าท่าและเครื่องมือทุ่นแรงเพิ่มเติม การปรับปรุงระบบคลังสินค้าและท่าเทียบเรือ รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายการเชื่อมต่อด้านโลจิสติกส์แบบบูรณาการทั้งทางถนน ทางราง และทางอากาศ เพื่อให้ท่าเรือระนองมีความพร้อมในการรองรับปริมาณสินค้าที่จะเติบโตในอนาคต และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน กับภูมิภาคโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในไทยและบังกลาเทศ เพื่อลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ รวมทั้งพัฒนาระบบการบริหารจัดการและปรับปรุงขั้นตอน การขนส่งระหว่างประเทศ เช่น พิธีการศุลกากร การแลกเปลี่ยนข้อมูลล่วงหน้า และการลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน เพื่อให้การขนส่งทางทะเลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีต้นทุนที่แข่งขันได้ พร้อมส่งเสริมการจัดกิจกรรม Road Show และ Business Matching ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการสินค้าที่มีศักยภาพ และสามารถรวบรวมสินค้าทั้งขาเข้า-ขาออกให้เพียงพอต่อการเปิดเส้นทางเดินเรือในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม
นางมนพร ระบุว่า “ความร่วมมือระหว่างท่าเรือระนองและท่าเรือจิตตะกองในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถด้านโลจิสติกส์ทางทะเลของประเทศไทยในระดับภูมิภาค เสริมสร้างบทบาทของไทยในเวที BIMSTEC และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางฝั่งอันดามัน เชื่อมโยงเศรษฐกิจเอเชียใต้ และมหาสมุทรอินเดียได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนในอนาคต” 
    ด้าน H.E. Mr. Faiyaz Murshid Kazi เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศ กล่าวแสดงความยินดีที่ความร่วมมือระหว่างไทย–บังกลาเทศมีความก้าวหน้าอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลบังกลาเทศพร้อมสนับสนุนและอำนวยความสะดวกทุกขั้นตอน เพื่อให้เส้นทางเดินเรือสายใหม่นี้เกิดขึ้น
อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน 

กทท. เร่งเดินหน้าต่อยอดพัฒนาท่าเรือระนอง - ท่าเรือจิตตะกอง    
           นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือระหว่างท่าเรือระนองและท่าเรือจิตตะกอง กำลังขับเคลื่อนสู่ความเป็นรูปธรรมผ่านการจัดตั้ง “คณะทำงานร่วม (Joint Working Group Committee)” เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันและติดตามการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดย กทท. ได้ลงนาม MOU ร่วมกับการท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 โดยมีสาระสำคัญของความร่วมมือ อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาท่าเรือของทั้งสองประเทศ รวมทั้ง การส่งเสริมและผลักดันให้เกิดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างกัน ซึ่ง กทท. จะดำเนินงานต่อยอดความร่วมมือกับท่าเรือจิตตะกองอย่างเป็นรูปธรรมด้วยการบูรณาการกับหน่วยงานภายนอก อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และสถานทูตทั้งสองประเทศ ในการประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับท่าเรือระนองและท่าเรือจิตตะกอง เพื่อให้ผู้ประกอบการเห็นโอกาสในการใช้ประโยชน์จากเส้นทางใหม่ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเปิดตลาดใหม่ให้กับผู้ผลิตไทยและบังกลาเทศ ผ่านกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ อาทิ การจัด Road Show และ Business Matching รวมถึงร่วมผลักดันความร่วมมือเชิงนโยบาย เช่น การจัดทำ FTA ระหว่างไทยกับบังกลาเทศ ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคทางภาษีและเพิ่มศักยภาพการค้าในระยะยาว โดยเฉพาะสินค้าศักยภาพ เช่น แร่ดินขาว อาหารทะเล และสินค้าเกษตร เพื่อให้เกิดปริมาณสินค้าที่เพียงพอสำหรับการเปิดบริการเดินเรือระหว่างสองท่าเรืออย่างยั่งยืน

เรียบเรียง/ข่าว : ธวัลรัตน์ แดงเจริญ นักประชาสัมพันธ์
แหล่งข้อมูล : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์


 


Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar
ginfo
สนง.ป้องกันและปราบปราม
กยศ
e-government
มหาดไทย
พาณิชย์
เกษตร
ทรัพยากรธรรมชาติ
แรงงาน
อุตสาหกรรม
ยุติธรรม
ดิจิทัล