กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมเปิดสถานศึกษาในพื้นที่ 29 จังหวัดสีแดงเข้ม

            นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ  เปิดเผยว่าภาพรวมการจ่ายเงินเยียวยานักเรียนรายละ 2,000 บาท เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  ได้เน้นย้ำให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใสตรวจสอบได้ ซึ่งที่ผ่านมามีการร้องเรียน กรณีสถานศึกษาหักเงินนักเรียนเข้ามาในหลายช่องทาง ทั้งสายด่วน 1579 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมและส่งให้ต้นสังกัดดำเนินการแก้ไขปัญหาต่อไป ทราบว่าโรงเรียนที่มีปัญหาหลายแห่งทยอยคืนเงินเด็กแล้ว 
          ส่วนการเตรียมความพร้อมฉีดวัคซีนเด็กนั้น  ศธ. ได้หารือกับกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อวางแนวทางกระจายวัคซีน โดยจะส่งไปที่จังหวัดเพื่อส่งต่อไปยังโรงเรียน  เชื่อว่าไม่มีปัญหาเพราะมีประสบการณ์จากการฉีดวัคซีนครูมาแล้ว เพียงแต่มีขั้นตอนเพิ่มคือ ใบยินยอมให้ฉีดจากผู้ปกครองตรงนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องวางแนวทางร่วมกัน เมื่อวัคซีนพร้อมก็สามารถดำเนินการฉีดได้ทันที ส่วนการฉีดวัคซีนครูนั้นขณะนี้ ดำเนินการไปแล้วกว่า 70% เหลืออีก 30%  คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา จะฉีดครบ 100% เมื่อไรนั้น ขึ้นอยู่กับการกระจายวัคซีนของ สธ.
          โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ  กล่าวอีกว่า ขณะที่การเปิดเรียนแบบออนไซต์ หรือให้เด็กมาเรียนที่โรงเรียนนั้น ศธ.ทำโครงการโรงเรียน Sandbox Safety Zone in School (SSS) หรือโรงเรียนแซนด์บ็อกซ์ ซึ่งเน้นโรงเรียนประจำที่มีความพร้อมและมีระบบการดูแลที่ได้มาตรฐานตามที่ สธ. กำหนด เปิดเรียนไปแล้วกว่า 40 โรงเรียน ขั้นต่อไปจะลงไปดูโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ 29 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ตามแผนที่ของกระทรวงมหาไทย (มท.) เป็นรายอำเภอ หากพื้นที่ไม่มีการระบาด  ก็อาจจะให้สามารถเปิดเรียนได้ แต่ต้องเป็นไปตามามตรการที่ สธ.กำหนด ส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่ไม่ใช่พื้นที่ควบคุม ผู้อำนวยการโรงเรียนมีอำนาจพิจารณาเปิดเรียนได้ โดยขณะนี้มีโรงเรียนที่เปิดให้มาเรียนแล้วกว่า 5,000 โรงเรียน
                                                                                                                           เรียบเรียง/ข่าว : ธวัลรัตน์ แดงเจริญ นักประชาสัมพันธ์
                                                                                                                                    ข้อมูล/แหล่งที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์
 



คะแนนโหวต :
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image
image