สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระบุรี
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (การศึกษาภาคบังคับ อายุ 6 – 15 ปี) จำนวนเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษาทั้งสิ้น 71,253 คน ติดตามได้ 47,486 คน คิดเป็นร้อยละ 66.64 และเห็นชอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานครจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว 223 ครอบครัว รวมผู้เรียน 235 ราย นอกจากนี้ ยังเร่งยกระดับคุณภาพนักศึกษาอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเงินเดือนเทียบเท่ากับเด็กที่จบปริญญาตรี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ผลักดันโครงการพัฒนาเด็กปฐมวัย “3 ลด 3 เร่ง 3 เพิ่ม” ร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อเสริมพัฒนาการรอบด้านและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การศึกษาขั้นพื้นฐาน และขอความร่วมมือพ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กในการเพิ่มเวลาคุณภาพ เล่นเป็น เล่าเป็น กอดเป็น งดจอก่อนสองขวบ และไม่ใช้ความรุนแรง
รายละเอียด
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการฯ เข้าร่วมด้วย โดยที่ประชุมเห็นชอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว จำนวน 223 ครอบครัว รวมผู้เรียน 235 ราย อนุญาตให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวจำนวน 10 ครอบครัว รวมผู้เรียน 12 ราย และอนุญาตให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร 2 จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว จำนวน 8 ครอบครัว รวมผู้เรียน 8 ราย
ทั้งนี้ ยังเห็นชอบให้ใช้เกณฑ์การพิจารณาตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547 พร้อมเห็นชอบประกาศคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร เรื่อง ให้ผู้ปกครองส่งเด็กเข้าเรียนในสถานศึกษาที่จัดการศึกษาภาคบังคับ ปีการศึกษา 2569 และประกาศฯ เรื่อง การจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อระหว่างสถานศึกษาที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ ปีการศึกษา 2569 โดยที่ประชุมมีข้อเสนอแนะให้ขอความร่วมมือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประสานงานไปยังผู้ปกครองนักเรียนในพื้นที่ด้วย เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่มากกว่า
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังรับทราบการดำเนินงานของคณะกรรมการฯ ในประเด็นสำคัญ ได้แก่
• การดำเนินการส่งนักเรียนในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เข้ารับการศึกษาต่อ ในสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีการศึกษา 2568 จำนวน 51 คน
• การดำเนินการเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำขออนุญาตการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว กรณีในเขตพื้นที่การศึกษาเดิม จำนวน 5 ครอบครัว และกรณีการย้ายภูมิลำเนา ต่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 1 ครอบครัว
• การอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในศูนย์การเรียน โดยสถานประกอบการ เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 แห่ง
• การรายงานผลการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลาย
เป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (การศึกษาภาคบังคับ อายุ 6 – 15 ปี) จำนวนเด็กที่ออกนอกระบบการศึกษาทั้งสิ้น 71,253 คน ติดตามได้ 47,486 คน คิดเป็นร้อยละ 66.64
• รายงานผลการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาในกรุงเทพมหานคร และรายงานผลการประชุมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายเยาวชนและเครือข่ายองค์กรชุมชนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและสังคมสุขภาวะ
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมงานครบรอบ 84 ปี การสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)
ศ.ดร.นฤมล ได้ชี้ถึงปัญหาการศึกษาด้านอาชีวศึกษา ว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ได้พบปัญหาสำคัญของเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่นักลงทุนต่างชาติต้องการแรงงานทักษะสูง ขณะที่จำนวนวิศวกรและช่างเทคนิคของไทยยังไม่เพียงพอ และผู้ประกอบการต้องการแรงงานที่ทำงานได้จริงจากสถาบันอาชีวศึกษาและวิทยาลัยเทคนิค
“ปัญหาและอุปสรรคของเด็กที่เรียนอาชีวะ เมื่อจบในระดับชั้น ปวช. และ ปวส. ปรากฏว่าเงินเดือนเริ่มต้นต่ำกว่าคนที่จบปริญญาตรี ถือเป็นเรื่องโครงสร้างเงินเดือนทำให้แรงจูงใจของน้อง ๆ ไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีกันหมดเพราะได้เงินเดือนมากกว่า ดังนั้น ตรงนี้ขอฝากบริษัทเอกชน ขอให้เด็กที่จบอาชีวะสามารถมีเงินเดือนเทียบเท่ากับเด็กที่จบปริญญาตรี เพราะพวกเขาสามารถทำงานได้เลย ทำได้จริง ซึ่งขณะนี้ภาคเอกชน
ก็ให้ความร่วมมือมาพอสมควร แต่ในส่วนของภาคราชการยังกำหนดอัตราเงินเดือนปริญญาตรีสูงกว่าอยู่ ถือเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องสู้ต่อไป”
นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ขอบคุณครู อาจารย์ และนักศึกษาอาชีวะที่ร่วมเป็นจิตอาสาในโครงการ ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center) ช่วยเหลือประชาชนทั่วประเทศในการซ่อมแซมยานพาหนะ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์เกษตร และของใช้ในครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
รัฐบาลขับเคลื่อนและพัฒนาเด็กปฐมวัย “3 ลด 3 เร่ง 3 เพิ่ม”
(21 ส.ค. 68) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานเปิดการประชุม “การขับเคลื่อนและพัฒนาเด็กปฐมวัย 3 ลด 3 เร่ง 3 เพิ่ม : The Better Change for All Kids” กล่าวว่า นโยบาย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” มีเป้าหมายเสริมสร้างพัฒนาการเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน ได้แก่
3 เร่ง คือ ให้ความรู้ ให้สวัสดิการ และเสริมศักยภาพองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3 ลด คือ ลดการใช้สื่อหน้าจอ ลดความเครียด และลดความรุนแรงในเด็ก
3 เพิ่ม คือ เพิ่มกิจกรรมการเล่นดนตรี การออกกำลังกาย และการอ่าน
พร้อมย้ำให้คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพื่อเตรียมความพร้อมเด็กปฐมวัยก่อนเข้าสู่การศึกษาขั้นพื้นฐาน และขอความร่วมมือพ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็กในการ “เพิ่มเวลาคุณภาพ เล่นเป็น เล่าเป็น กอดเป็น” “งดจอก่อนสองขวบ ร่วมสร้างวินัย ไม่ใช้ความรุนแรง”
เรียบเรียง/ข่าว : ธวัลรัตน์ แดงเจริญ นักประชาสัมพันธ์
แหล่งข้อมูล : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์