สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสระบุรี
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand–Singapore Leaders’ Retreat ครั้งที่ 5 พร้อมทั้งแถลงข่าวร่วมกันในการยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ใน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1. สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงทางพลังงาน–อาหาร มุ่งเน้นพลังงานสะอาด พลังงานคาร์บอนต่ำ และความมั่นคงทางอาหาร และต่อยอดความตกลงจัดส่งข้าวไทย 100,000 ตันภายใน 5 ปี 2. เศรษฐกิจ การลงทุน และดิจิทัล กระชับการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เศรษฐกิจสีเขียว และ AI พร้อมสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย 3. กลาโหมและความมั่นคง มุ่งเสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ 4. การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค สนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปีหน้า และประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างวาระประธานอาเซียนของสิงคโปร์และไทย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ที่มุ่งส่งเสริมความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนบุคลากร ข้อมูล องค์ความรู้ ประสบการณ์ด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน การพัฒนาศักยภาพคนพิการ การเสริมพลังและคุ้มครองสตรี การพัฒนาเด็กและครอบครัว และการคุ้มครองเด็ก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศ
รายละเอียด
(2 ก.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับ นายลอว์เรนซ์ หว่อง (H.E. Mr. Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสิงคโปร์ ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าร่วมการประชุม Thailand–Singapore Leaders’ Retreat ครั้งที่ 5 บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนความคุ้นเคยและมิตรภาพที่ดีระหว่างผู้นำทั้งสอง ที่ได้มีโอกาสพบปะและหารือกันอย่างต่อเนื่องในหลายเวที ทั้งการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ การประชุม APEC ที่เมืองคยองจู การประชุมสุดยอดอาเซียนที่เมืองเซบู รวมถึงการเดินทางเยือนสิงคโปร์อย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี โดยนายลอว์เรนซ์ หว่อง ได้มอบของที่ระลึกให้นายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย ลำโพงศิลปะรุ่นคลาสสิก “Architecture” ออกแบบโดยแบรนด์ชั้นนำของสิงคโปร์ ได้รับแรงบันดาลใจจากบล็อกช่องลม (Breeze Blocks) เป็นเอกลักษณ์ของสิงคโปร์ในช่วงทศวรรษ 1950 และแผ่นป้ายตราปีกนักบินกองทัพอากาศสิงคโปร์ (RSAF Wings Patch) พร้อมชื่อและรหัสเรียกขาน “MICKEY” ซึ่งเป็นนามเรียกขานทางอากาศของนายกรัฐมนตรี โดยจัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสะท้อนถึงความชื่นชอบด้านการบินของนายกรัฐมนตรี และสื่อถึงความร่วมมือทางทหารอันใกล้ชิดระหว่างกองทัพอากาศสิงคโปร์และกองทัพอากาศไทย
ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม Thailand–Singapore Leaders’ Retreat ครั้งที่ 5 นายกรัฐมนตรีทั้งสอง ได้แถลงข่าวร่วมว่าด้วยหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่มองไปข้างหน้า ไทย - สิงคโปร์ (Joint Statement of Thailand - Singapore Forward-Looking Strategic Partnership) ซึ่งการประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้ร่วมกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับความร่วมมือในหลากหลายมิติ ครอบคลุมทั้งด้านทวิภาคี กลาโหม ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน การลงทุน เศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ตลอดจนความสัมพันธ์ระดับประชาชน รวมถึงสถานการณ์สำคัญในภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุม Leaders’ Retreat ครั้งแรกในรอบ 11 ปี และเป็นการประชุมในช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง เนื่องจากไทยและสิงคโปร์จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนต่อเนื่องในช่วง 2 ปีข้างหน้า จึงมีความรับผิดชอบร่วมกันในการนำพาอาเซียนรับมือกับความท้าทายระดับโลกและเสริมสร้างความเข้มแข็งของอาเซียน และยืนยันว่าทั้งสองประเทศจะเดินหน้าความร่วมมือ ภายใต้ 4 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1. สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และความมั่นคงทางพลังงาน–อาหาร ความร่วมมือด้านพลังงานสะอาดและพลังงานคาร์บอนต่ำ พร้อมต่อยอดโครงการบูรณาการระบบไฟฟ้า สปป.ลาว–ไทย–มาเลเซีย–สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุน ASEAN Power Grid รวมถึงความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ ขณะที่ด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยพร้อมเป็นแหล่งอาหารที่เชื่อถือได้ของสิงคโปร์ โดยจะต่อยอดความตกลงจัดส่งข้าวไทย 100,000 ตันภายใน 5 ปี และขยายไปสู่สินค้าอาหารอื่น ๆ
2. เศรษฐกิจ การลงทุน และดิจิทัล กระชับการค้าและการลงทุน โดยส่งเสริมการลงทุนจากสิงคโปร์ในอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว และโลจิสติกส์ ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนทักษะสูง พร้อมขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล การเชื่อมโยงทางการเงิน และ AI รวมถึงสนับสนุนการเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ของไทย
3. กลาโหมและความมั่นคง เสริมสร้างความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคงทางไซเบอร์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ พร้อมเพิ่มความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ภาคธนาคาร และบริษัทเทคโนโลยี
4. การประสานงานเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ไทยพร้อมสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของสิงคโปร์ในปีหน้า และประสานงานอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความต่อเนื่องระหว่างวาระประธานอาเซียนของสิงคโปร์และไทย รวมทั้งร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและบทบาทของอาเซียนท่ามกลางความท้าทายของภูมิภาคและโลก
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าในอนาคตอันใกล้ เพื่อผลักดันผลจากการหารือระหว่างไทยกับสิงคโปร์ครั้งนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และแสดงความมุ่งหวังที่จะเดินทางเยือนสิงคโปร์อีกครั้งเพื่อเข้าร่วมการประชุม Leaders’ Retreat ครั้งต่อไป
สำหรับสถานการณ์ในเมียนมา ทั้งสองฝ่ายยืนยันบทบาทสำคัญของอาเซียนในการสนับสนุนให้เมียนมามีสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งไทยพร้อมจะมีบทบาทช่วยเป็นสะพานเชื่อมอาเซียนกับเมียนมา ควบคู่กับการส่งเสริมพัฒนาการเชิงบวกในเมียนมา (calibrated re-engagement) เพื่อสนับสนุนความพยายามของอาเซียน โดยไทยจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสิงคโปร์และเมียนมาสนับสนุนให้เกิดพัฒนาการเชิงบวกต่อไป ส่วนความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ไทยยังคงมุ่งมั่นแก้ไขความแตกต่างอย่างสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่
ด้านนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ กล่าวว่า การประชุม Leaders’ Retreat ยืนยันถึงความแข็งแกร่งของความเป็นหุ้นส่วนระหว่างสิงคโปร์กับไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ครอบคลุมและเป็นรูปธรรม ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไว้วางใจ และมีศักยภาพในการพัฒนาอีกมาก ทั้งสองฝ่ายมุ่งกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล และการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมระบุว่า ผู้นำทั้งสองประเทศได้กำหนดวาระความร่วมมือที่มีวิสัยทัศน์ และเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกันจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรมภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แห่งราชอาณาจักรไทยและกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ โดยมีนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายมาซาโกส ซุลกิฟลี (H.E. Mr. Masagos Zulkifli)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและครอบครัวแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ร่วมลงนาม ซึ่ง MOU ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันความร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในระดับรัฐมนตรีเนื่องในโอกาสครบรอบ 60 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สิงคโปร์ ในปี 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการยกระดับความร่วมมือด้านสังคมให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของสาธารณรัฐสิงคโปร์ภายใต้แนวคิด 3Cs ได้แก่ Co-create (ร่วมสร้าง) Collaborate (ร่วมมือ) และ Cooperate (ร่วมใจ) โดยไทยเป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอาเซียนที่สิงคโปร์มีความประสงค์จะขยายความร่วมมือ ด้วยนโยบายด้านสังคมที่สอดคล้องกัน
สำหรับขอบเขตความร่วมมือภายใต้ MOU นี้ ครอบคลุมถึงการส่งเสริมความสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนบุคลากร ข้อมูล องค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านสวัสดิการสังคม การพัฒนาชุมชน การพัฒนาศักยภาพคนพิการ การเสริมพลังและคุ้มครองสตรี และการพัฒนาเด็กและครอบครัว รวมถึงประเด็น “1,000 วันแรกของชีวิตเด็ก” และการคุ้มครองเด็ก ตลอดจนการศึกษาดูงาน การฝึกอบรม การประชุม และการสัมมนา ทั้งนี้ ยังมีการต่อยอดความร่วมมือด้านสังคมในการรับมือกับความท้าทายด้านโครงสร้างประชากรร่วมกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนนอกจากนี้ ไทยและสิงคโปร์ ยังเห็นพ้องและประกาศเจตนารมณ์ที่จะจัดทำความตกลงเพิ่มเติมอีก 4 ฉบับ ในอนาคต ครอบคลุมด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล อาชญากรรมข้ามชาติ ความมั่นคงทางอาหาร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน
ธวัลรัตน์ แดงเจริญ นักประชาสัมพันธ์ : เรียบเรียง/ข่าว
แหล่งข้อมูล : สำนักงานกรมประชาสัมพันธ์